');

Ads. โฆษณา

เรียนหุ้นฟรี!! 26 พ.ค. นี้คอร์สเรียนหุ้นสำหรับมือใหม่ที่อยากเป็นสุดยอดนักลงทุนอย่างรวดเร็ว คอร์ส Start to Investor สนใจดูรายละเอียด คลิ๊ก : เรียนหุ้น <=⏪⏪

เรียนหุ้น

เข้ากลุ่มหุ้นฟรี เพื่อรับความรู้การลงทุนหุ้น ไม่มีค่าใช้จ่าย คลิ๊ก : กลุ่มหุ้นฟรี <=👍👍

กลุ่มหุ้นฟรี

10 เคล็ด(ไม่)ลับที่ต้องรู้!! สำหรับนักลงทุนหุ้นสายเทคนิค

พฤศจิกายน 14, 2021


10 เคล็ด(ไม่)ลับที่ต้องรู้!! สำหรับนักลงทุนหุ้นสายเทคนิค

🔰คุณเป็นนักลงทุนแบบไหนกันบ้างครับ
เป็นนักลงทุนสายเทคนิคแบบผมหรือเปล่า

📌นักลงทุนสายเทคนิค เป็นนักลงทุนที่สนใจพฤติกรรมราคาของหุ้น
โดยเฉพาะกราฟราคาหุ้น (Chart) โดยจะอาศัยข้อมูลราคาหุ้นในอดีต
ปริมาณการซื้อขาย พร้อมทั้งใช้เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิค
และอินดิเคเตอร์ (Indicator) ต่างๆ ในการทำนายทิศทางราคาหุ้น
.

📌แน่นอนว่าทุกอย่างย่อมมีเคล็บลับในตัวของมัน ทำให้วันนี้ทางเราได้ยก
10 เคล็ด(ไม่)ลับที่ต้องรู้!! สำหรับนักลงทุนหุ้นสายเทคนิค
มาให้กับนักลงทุนสายนี้กันครับ

Ads.โฆษณา : สนใจคลิ๊ก เรียนหุ้น

เรียนหุ้น

.

╔═══════════╗
แจกฟรี📌
Check List หุ้น 10 เด้ง
https://m.me/MaoShowHoon?ref=w12787583
╚═════════

.

🔰1.Map the trends: การหาแนวโน้มของราคา

โดยเริ่มศึกษาจากภาพใหญ่ตลาด คือการดูกราฟเทคนิครายเดือน รายสัปดาห์
ดูหลายๆ ปีเพื่อให้ภาพใหญ่ว่าแนวโน้มของราคาเป็นอย่างไร หลังจากที่เห็นแนวโน้มระยะยาวแล้ว ให้มาดูกราฟสั้นแบบรายวัน หรือรายชั่วโมง

🔰2.Spot the trend and go with it: จับแนวโน้ม และลุยไปกับมัน

นักลงทุนจะดูว่าต้องการจะเทรดในแนวโน้มไหนของตลาด ถ้าจะเทรดระยะกลาง ก็ให้ดูกราฟวัน และกราฟสัปดาห์ แต่ถ้าจะเทรดระยะสั้น ก็ให้ดูกราฟวัน และกราฟระหว่างวัน หลังจากนั้นให้เทรดไปในทิศทางเดียวกับแนวโน้มนั้น คือ ซื้อเมื่อแนวโน้มเป็นขาขึ้น และขายเมื่อแนวโน้มเป็นขาลง

🔰3.Find the low and high of it: หาแนวรับและแนวต้าน

ราคาที่เหมาะที่สุดในการซื้อคือ ใกล้ๆ แนวรับ และราคาที่เหมาะกับขายที่สุดก็คือ ใกล้ๆ แนวต้าน ซึ่งสามารถกำหนดได้จากราคาในอดีตที่ผ่านมา แต่ในกรณีที่ราคาทะลุแนวรับเดิมหรือแนวต้านเดิม ให้ตั้งสมมติฐานว่า เทรนด์ที่เรามองไว้ อาจจะถึงช่วงกลับตัว หรืออาจจะสร้างแนวรับหรือแนวต้านใหม่ก็เป็นไปได้

🔰4.Know how far to backtrack : รู้ช่วงการพักตัว-แกว่งตัว

ไม่ว่าแนวโน้มราคาจะอยู่ในช่วงขาขึ้นหรือขาลง จะมีการพักตัวเกิดขึ้น ตลาดจะไม่ขึ้นหรือลงเพียงรวดเดียว 100% การหาเปอร์เซ็นต์ของจุดพักตัว

🔰5.Draw the line: วาดเส้นแนวโน้มราคา

การสร้าง Trendline เป็นวิธีการใช้เครื่องมือ โดยการลากจุด 2-3 จุดบนกราฟ เพื่อหาทิศทางของแนวโน้มราคา ซึ่งตลาดหุ้นจะมีแค่ 2 เทรนด์ นั้นก็คือ Uptrend คือการลากจากจุดต่ำสุดไปสู่จุดต่ำสุดที่สูงขึ้น และ Downtrend คือการลากจากจุดสูงสุดไปสู่จุดสูงสุดที่ต่ำลงมา

🔰6.Follow that average: เทรดตามเส้นค่าเฉลี่ย

เส้นค่าเฉลี่ย หรือ Moving average คือสัญญาณซื้อหรือขายจะเกิดขึ้นเมื่อ เส้นค่าเฉลี่ย 2 เส้นตัดกัน โดยถ้าเส้นระยะสั้นตัดเส้นระยะยาวขึ้น เป็นสัญญาณซื้อ แต่ถ้า เส้นระยะสั้นตัดเส้นระยะยาวลง เป็นสัญญาณขาย ซึ่งค่าเฉลี่ยที่นิยม คือ 4 และ 9 วัน , 9 และ 18 วัน , 5 และ 20 วัน

🔰7.Learn the turns: เรียนรู้รอบการแกว่งตัว

RSI (Relative Strength Index) เป็นเครื่องมือบอกโมเมนตัมของหุ้น ว่า ราคาตอนนั้นมีการซื้อมากเกินไป (Overbought) หรือขายมากเกินไป (Oversold) โดยถ้าเส้น RSI มากกว่า 70 แสดงถึงมีการซื้อมากเกินไป ส่วนถ้า RSI น้อยกว่า 30 แสดงถึงมีการขายมากเกินไป

🔰8.Know the warnings signs: เข้าใจสัญญาณเตือน

MACD เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือ ที่จะใช้ดูสัญญาณซื้อ-ขาย โดยถ้าเส้นระยะสั้นตัดเส้นระยะยาวขึ้น และทั้ง 2 เส้นอยู่เหนือระดับ 0 ถือว่าเป็นสัญญาณซื้อ แต่ถ้า เส้นระยะสั้นตัดเส้นระยะยาวลง และทั้ง 2 เส้นอยู่ต่ำกว่าระดับ 0 ถือว่าเป็นสัญญาณขาย

🔰9.Trend or not a trend: มีแนวโน้ม หรือ ไม่มีแนวโน้ม

ADX indicator ออกแบบมาเพื่อ "วัดความแข็งแกร่ง" ของสภาวะแนวโน้มของตลาด จะช่วยระบุว่าตลาดอยู่ในสภาวะมีแนวโน้ม หรือ ไม่มีแนวโน้ม ที่จะขึ้นหรือลงจบแล้วหรือยัง ซึ่งจะแตกต่างจาก Indicator ตัวอื่นๆ ที่นักลงทุนนำมาใช้งานกับการจับสัญญาณเทรดตรงๆ ทั้งนี้ในจังหวะที่ตลาดขึ้นหรือลงแรงๆ

🔰10.Know the confirming signs: เข้าใจสัญญาณยืนยัน

คือให้สังเกตปริมาณการซื้อขาย (Volume) เพราะปริมาณการซื้อขายเป็นตัวบ่งชี้การยืนยันที่สำคัญมาก ซึ่งสิ่งสำคัญคือ ต้องแน่ใจว่าปริมาณการซื้อขายที่มากขึ้นนั้นไปในทิศทางของแนวโน้ม เช่น ในแนวโน้มขาขึ้นของตลาด ควรเห็นปริมาณการซื้อที่มากขึ้น เพื่อยืนยันว่าเงินใหม่กำลังสนับสนุนแนวโน้มที่มีอยู่


👉และยังมีปัจจัยที่สำคัญมากอีกตัวหนึ่ง นั่นคือ “จิตวิทยาการลงทุน”
เรียกได้ว่าจิตใจของนักลงทุนสายเทคนิคคอลนั้นจะต้องเข้มแข็ง...เมื่อสัญญาณทางเทคนิคบอกว่าซื้อก็ต้องซื้อ บอกขายก็ต้อง ขายถึงจุดตัดขาดทุนก็ต้องทำ

.

ที่มา SHiFT Your Future

>